วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562

Niagen พวกวิตามิน ที่กระตุ้น NAD+

อย่าเพิ่งไปหา Niagen พวกวิตามิน ที่กระตุ้น NAD+ ทานนะครับ
งานวิจัยปีก่อน ยังทดลองกับหนูอยู่เลย
นักวิจัยกำลังทดลองต่อกับคน เพื่อใช้วิตามินชะลอการแก่
ส่วนงานวิจัยเดิมเค้าขายให้กับบริษัทยาไปแล้ว เลยมีวิตามินดังกล่าวออกมาขายแล้ว
ออกกำลังกาย + คุมการทานอาหาร น่าจะเป็นแนวทางดีสุดตอนนี้

พลังงานากการวิ่งมาจากไหน

อย่างที่เคยบอกครับว่าการวิ่ง เป็นการใช้พลังงานโดยเซลจะใช้พลังงานจากไมโตรคอนเดีย
ขณะวิ่งอวัยวะหลายส่วนจะถูกทำงาน ร่างกายจะสร้างพลังงานโดยมีการประสานงานกันระหว่างเซล
ผ่านทางหลอดเลือดแดง ซึ่งพออายุเยอะการประสานการทำงานของ cell กับ ไมโตรคอนเดียจะลดลง เลยทำให้ cell แก่หรือเราแก่นั้นเอง
ถ้าเราออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ หลอดเลือดแดงที่เป็นตัวลำเลียงออกซิเจนเพื่อให้ไมโตรคอนเดียใช้สร้างพลังงานจะเยอะขึ้น เพราะร่างกายจะปรับตัวเพราะรู้ว่าร่างกายต้องการพลังงานจากการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อแดงจะสร้างเส้นเลือดฝอยเยอะขึ้น
การออกกำลังกายที่สร้างเส้นเลือดในกล้ามเนื้อแดงได้ดีที่สุดคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ถ้าเปรียบเทียบกับการวิ่งคือ การวิ่งโซน2 การวิ่งแบบช้าๆ easy run ครั้งละ 30-40 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง

ไตวายจากการวิ่งไกลและนาน

เมื่ออาทิตย์ก่อนมีนักวิ่งระยะไกลจำนวนมากวิ่งเขาเส้นชัยเสร็จ
ถูกหามส่งร.พ.ทันที ไม่ทันรับเหรียญด้วยซ้ำ
แม้ว่าจะเป็นนักวิ่งประสบการณ์มาก ผ่านมาหลายสนาม
เป็นนักวิ่งแนวหน้า ติดถ้วยก็ตาม
เป็นกลุ่มอาการกล้ามเนื้อลายสลาย ส่วนใหญ่ ซึ่งนำไปสู่อาการไตวายตามมา
เป็นภาวะที่เกิดจากกล้ามเนื้อลายทั่วร่างกายได้รับบาดเจ็บรุนแรงเฉียบพลัน
ทำให้เกิดการตายของเซลล์เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อลายและของเซลล์
กล้ามเนื้อลาย ที่ส่งผลให้เกิดสารพิษและสารที่ก่อการอักเสบ
ซึ่งสารเหล่านี้จะซึมเข้าสู่กระแสโลหิต
ส่งผลเกิดอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้นทั้งกับกล้ามเนื้อลายและกับอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย
โดยเฉพาะสารพิษที่เป็นโปรตีนชนิดที่ชื่อ “Myoglobin” ถ้าปริมาณสารตัวนี้
ในเลือดมีมากสารนี้จะไปอุดกั้นที่ท่อกรองปัสสาวะในหน่วยไตส่วนที่
เรียกว่า Renal tubule ส่งผลให้ไตกรองปัสสาวะไม่ได้ เกิดเป็น
ภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต(ตาย)ได้ในที่สุด

อธิบายง่ายๆคือ
วิ่งเยอะๆ กล้ามเนื้อถูกใช้งานมาก จนกล้ามเนื้ออักเสบ
ยิ่งวิ่งนานการอักเสบก็จะเยอะขึ้นจนรับไม่ไหว
ปกติจะมีอาการเตือนเช่นเป็นตะคริว เมื่อร่างกายขาดน้ำจากการเสียเหงื่อร่วมด้วย ยิ่งทำให้เซลตาย
จนเป็นพิษ (อันนี้ไม่ใช่เรื่องกรดแลคติกนะครับ คนละเรื่องกัน)
เป็นการตายของเซลที่อักเสบและเกลือแร่และแคลเซียมไม่สมดุล
ทำให้เซลตายจนเป็นพิษไปทั่วร่างกาย จนไตไม่สามารถกำจัดได้ จนเกิดอาการตันและหยุดทำงาน คือไตวายนั้นเอง

ส่วนใหญ่เป็นกับนักวิ่ง ระยะไกล 42โลขึ้นไป

อาการก็คือเจ็บกล้ามเนื้อมาก บวม กดเจ็บ
บางทีมีอาการห้อเลือด
มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย มีไข้ คลื่นไส้ ปวดท้อง
กระสับกระส่าย บวมน้ำทั้งตัว ปัสสาวะน้อย
ปัสสาวะสีคล้ำ สีชา(จากสารพิษ Myoglobin)
ถ้าพบแพทย์จะตรวจค่าเลือดและปัสสาวะก็จะทราบความรุนแรงของโรคได้ครับ

ส่วนตัวผมแนะนำให้สังเกตอาการ วิงเวียน ตาลาย
และสำคัญเลยดูสีปัสสาวะระหว่างวิ่งปกติเราจะไม่ค่อยปวดปัสสาวะ เพราะร่างกายเสียเหงื่อเยอะ ถ้าเป็นไปได้ควรแวะปัสสาวะดูสี
ถ้าเข้มมากแสดงว่า ขาดน้ำแล้ว
ถ้ามีสีขุ่น คล้ำ แสดงว่าเริ่มมีปัญหาครับ ไม่ควรฝืน
ถ้ามีสีออกเหมือนเลือด ให้ไปโรงพยาบาลโดยด่วน

แต่อย่าลืมว่า ห้ามพยายามดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อให้ปวดปัสสาวะเด็ดขาด
เพราะจะเป็นการทำให้น้ำเยอะเกินจนเกลือแร่ร่างกายตก จะอันตรายหนักกว่า
ปกติการรับน้ำ 1-2แก้วเล็กตรงจุดให้น้ำทุก 2 กม. หรือ แวะดื่มทุกๆ 15นาที ถือว่าพอแล้ว แต่ถ้าวิ่งระยะไกล ต้องมีการดื่มเกลือแร่เพิ่มเติมด้วย

ฝึกให้เร็วด้วย Interval Running

โค้ชเป้า อุ้มยศ กิจอุดม นักวิ่งแนวหน้าอีกคนที่ผมติดตามผลงานมาตลอด
เพราะน้องเค้าอยู่รังสิต ปกติไม่เคยอัดคลิป วันนี้มีคลิปเลยมาแชร์ให้ครับ
พูดเรื่องการวิ่งคอร์ด หรือ Interval Running ครับ
เป็นการวิ่งแบบเร็วสลับช้าหรือวิ่งเร็วสลับเดินครับ
เช่นวิ่ง 400เมตร สลับเดิน 200เมตร ทำ 10 รอบ เป็นต้น
บรรดานักวิ่งสายความเร็ว ชิงถ้วย ผู้นำ ทั้งหลายต่างต้องเคยฝึกวิ่งลงคอร์ทกันมาทั้งนั้นครับ
เพราะทำให้ความเร็วพัฒนาได้เร็ว แต่ก็แลกมากับโอกาสบาดเจ็บก็มากตามไปด้วย
ลองฟังโค้ช เป้าดูครับ
https://www.facebook.com/runfronthome/videos/972841136257394/?t=6

Interval Running เหมาะกับนักวิ่งที่ผ่านการฝึกวิ่งมาระดับหนึ่งแล้ว
เช่น เคยซ้อมวิ่ง 10km เป็นประจำ เคยซ้อมวิ่งสัปดาห์ละ 5วัน โดยไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ เพราะลงคอร์ทเป็นการวิ่งที่ใช้ร่างกายด้วยความหนักกว่าปกติ 2 เท่า
ที่การลงคอร์ททำให้วิ่งได้เร็วขึ้นก็เพราะว่า
ในขณะที่ซ้อม
1.ฃ่วงที่วิ่งเร็ว กล้ามเนื้อจะใช้งานหนักและเกิดกรดแลคติกในกล้ามเนื้อและในกระเลือดจำนวนมาก ฝึกบ่อยๆร่างกายจะทนกับกรดแลคติกได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
2. ช่วงที่วิ่งช้าสลับหรือเดินสลับ ร่างกายจะได้รับออกซิเจนชดเชยจนรู้สึกว่าดีขึ้น ร่างกายจะ recovery
ระดับกรดแลคติกจะลดลง ทำให้มีแรงกลับมา
ฝึกบ่อยๆการ recovery ฟื้นตัวจะเร็วขึ้นมากเอง
ดังนั้นการฝึกลงคอร์ทจึงเป็นแบบฝึกของนักวิ่งที่ต้องการวิ่งเร็วครับ
แต่วิธีการค่อนข้างจะมีรายละเอียดเยอะ
ลองหาอ่านกันตาม google เลยครับ
พิมพ์คำว่า Interval Running
ผมเองไม่ค่อยเน้นเรื่องความเร็วมากเท่าไหร่ แต่ก็จะฝึกบางช่วงที่ต้องการ นานๆที ใครมาวิ่งด้วยจะบอกวิธีฝึกให้ได้งายกว่าครับ

คอร์ท ยังทำให้ค่า VO2MAX หรือค่าความฟิตของระดับนักกีฬา เพิ่มขึ้นด้วย อันนี้พวกนักกีฬาระดับเทพต้องการมาก
นาฬิการุ่นปัจจุบันมีแสดงค่า VO2MAX กันได้ด้วย ผมเห็นคนเอาค่ามาลงกันบ่อยๆ
ค่า VO2MAX ถ้าใครเกิน 50ถือว่าดีมาก หรือ ยอดเยี่ยมแล้วครับ
นักกีฬาอาชีพ จะประมาณ 85 ครับ

ใครใส่นาฬิกาที่วัดค่าพวกนี้แล้วรู้ความหมายทุกค่า ทำให้การฝึกพัฒนาดีและเร็ว แต่ก็เป็นส่วนให้การวิ่งสนุกน้อยลง ถ้าพยายามทำให้ค่าทุกอย่างมันดีขึ้น
มากจนเกินไป เช่นอยากได้ VO2MAX สูงๆจะได้ชื่อว่าฟิตจัง
แค่สัปดาห์ไหน ฝึกวิ่งช้าลงมาหน่อย พักเยอะไปหน่อย
ค่ามันก็จะตกลงมาแล้ว จิตก็จะตกลงมาด้วย เพราะกว่าจะดันขึ้นได้มันช่างยาก เวลาลงมันง่ายมาก
ยังไงก็ฝากไว้นะครับ วิ่งเพื่อสุขภาพดีและปลอดภัยสุด
ที่ลงบทความเรื่องความเร็วไว้ก็เพื่อเวลาเจอ หรือ ไปฝึกจะได้รู้นะครับ
ว่ากำลังฝึกอะไรกันครับ

วิ่งให้สนุกทุกครั้งที่ออกมาวิ่งไม่รู้สึกว่าเป็นภาระที่ต้องทนเหนื่อย
วิ่งแล้วไม่ฝืน จะทำให้การวิ่งได้ต่อเนื่อง ยาวนานกว่า เพราะเป้าหมายคือการมีสุขภาพที่ดี มีเพื่อนวิ่งด้วย
ทำได้วิ่งได้เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด วิ่งไปแตะขอบฟ้า

วิ่งหน้าร้อนยังไงดี

วิ่งหน้าร้อนยังไงดี

ปีนี้อากาศร้อนมา วันนี้มาแชร์เรื่องวิ่งในช่วงร้อนๆ
ปกติหน้าร้อนเป็นช่วงที่ผมเลือกให้เป็นช่วงพัก คือวิ่งลดลง
เช่น ลดระยะทางซ้อมลง 20% ลดจำนวนวันซ้อมลง 1 วัน ลดความเร็วช่วงเริ่มออกวิ่ง
แล้วกลับมาซ้อมเยอะขึ้นช่วงเดือนตุลาคม

การวิ่งหน้าร้อนมีข้อแนะนำนักวิ่งทั้งมือใหม่และขาแรง
1. หมั่นจิบน้ำและเกลือแร่ให้บ่อยขึ้น เพราะมีการเสียเหงื่อเยอะกว่าปกติ
แต่เกลือแร่ควรเจือจางเพื่อการดูดซึมที่ดี ปกติผมใช้วิธีทานน้ำตามหลังจิบเกลือแร่
2. คลายความร้อนโดยการล้างหน้าและล้างตัวด้วยน้ำเย็น อุณหภูมิจะลงลงได้ทันที
จะลาดน้ำเยอะน้อยก็แล้วแต่สะดวกเลย
ปกติเวลาอากาศร้อน HR จะขึ้นสูงกว่าปกติมาก โดยเฉลี่ยขึ้นสูงกว่าเดิม 10-20
น้ำช่วยลดความร้อนได้ดี
3. เสื้อวิ่งให้เลือกที่ระบายได้ดี เพราะเหงื่อจะออกเยอะกว่าปกติ
4. ทาครีมกันแดด หรือ ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาวิ่งเช่นเปลี่ยนมาวิ่งเช้าแทน
หรือวิ่งลู่ในที่อากาศถ่ายเทดี
5. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอก่อนการวิ่ง
6. หมั่นสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกาย
เช่น หน้ามืด ใจสั่น คลื่นไส้ วิงเวียน หัวใจเต้นเร็วและรัว ถ้ารู้สึกว่าฝืนร่างกายจนเกินไปหรือ
ใกล้เป็นลมหมดสติ ก็ขอให้ค่อยๆ ผ่อนแรงลงและอย่าหยุดวิ่งทันที
เพราะอาจเกิดอันตรายจากภาวะ heat exhausted หรือ heat stroke
ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ขอให้นักวิ่งทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่ดี

เตรียมพร้อม Sub 1 ระยะ 10km

วันนี้ลองรองเท้า Nike Free RN Flyknit
ลองทำ sub1 ระยะ 10km มาให้เพื่อนที่จะไป งาน Garmin sub1 กัน
วิธีการผมจะแบ่งการวิ่งเป็น 5ช่วง



Z1 คือ ช่วงออก start คนจะเยอะหน่อยไม่ต้องรีบ วิ่งเกิน เพซ6 นิดๆไปก่อน
Z2 คือช่วง โลที่2-4 (3กม) ให้ประคองเพซ 6 ไปมาตรฐาน
(อย่าลืมรับน้ำโลที่ 2 กับ 4)
Z3 คือ วิ่งจริงจังหน่อย ระยะ 2โล เจอตากล้องไม่ต้องมองครับ
วิ่งสัก 80-90% หรือ zone4 ได้เลย ไม่นาน 11นาทีกว่าๆ ไม่ต้องกลัวหัวใจทนได้
Z4 คือ ระยะที่จะมีอาการเหนื่อยให้เห็นบ้างจากการวิ่ง Z3 และเป็นระยะที่ร่างกายจะเริ่มทำการ recovery ใน กม.ที่7 ให้ผ่อนความเร็วลงมาเหมือน Z2 คือแช่ความเร็ว ประคองเพซ 6 (3กม)
Z5 คือระยะโลสุดท้ายที่จะเป็นตัวเกลี่ยเวลาทั้งหมด ให้ใช้แรง 90% zone4
ถ้าอยากทำ new PB ก็เร่งไป ถ้าเหลือเวลาเยอะ จะชิวๆก็ได้ คูลดาวน์ เพซ7 ก็ยังทัน sub1 แต่โดยมากผมจะเร่งทำเวลาช่วงต้นๆแล้วไปคูลดาวน์ก่อนเข้าเส้นชัยเพราะตากล้องจะเยอะตอน 200เมตรสุดท้ายครับ

ถ้าเป็นไปได้ควรรับน้ำทุก 2กม หรือจะจัดสรรยังไงให้เหมาะกับช่วงความเร็วก็ได้ เพราะช่วง Z3 กับ Z5 อาจรับน้ำยากหน่อย
วิ่ง 10โล โดยการแบ่งระยะ ลดความเสี่ยงเรื่องการบาดเจ็บได้
การวิ่งลักษณะนี้มีการผสมผสานเรื่องคอร์ทและ การวิ่งแบบนิเสธ และการเลือกผ่อนในช่วงที่ร่างกายอ่อนล้า ทำให้การวิ่ง sub1 ง่ายขึ้น

Note: เวลาเขียนบทความมีพิมพ์คำผิดพลาดบ้าง อย่าถือสานะครับ

วิธีการที่ผมทำเป็นวิธีที่คิดขึ้นจากประสบการณ์นะครับ และใช้เทคนิคหลายตัวมาสร้างเป็นแบบที่คิดว่าง่ายและฝึกบ่อยๆจะได้ผล ทุกครั้งที่ทำ
เพื่อนบางคนอาจจะมีวิธีที่วิ่งได้เร็วกว่านี้ก็มาแชร์ได้นะครับ
ผมไม่ใช่สายเน้นความเร็วมาก แต่อยากแบ่งปันเพื่อนที่ยังไม่เคยทำ sub1

วิ่งแล้วเหนื่อยง่าย

วิ่งแล้วเหนื่อยง่าย

อาการไม่มีแรง พร้อมกับเหนื่อยเป็นเรื่องปกติ มาพร้อมๆกัน
คือกล้ามเนื้อแดงยังน้อยไป ออกซิเจนไม่ทันเลยหมดครับ
ลองท้ายๆของการซ้อมวิ่งสัก 200เมตรท้าย ลองอดทนวิ่งเร็วขึ้น
เอาแบบหอบหน่อยนะครับทำบ่อยๆ แต่อย่าให้เจ็บนะ อาการจะดีขึ้นเรื่อย

ฝึกอดทนต่อการขาดออกซิเจน ร่างกายจะใช้ระบบไม่ใช้ออกซิเจนแทน
กล้ามเนื้อจะถูกใช้ จะแข็งแรงขึ้น ทำให้เหนื่อยยากขึ้น
แต่ถ้าใจร้อน ทำหนักๆ มันจะไม่สนุก ทรมาน และอาจบาดเจ็บ จนเลิกไปก่อน

ทรมานตอนท้ายทีละน้อยๆครับ จะได้มีกำลังใจ อาจจะช้าหน่อย
แต่พื้นฐานจะดีกว่า
ฝึกได้ 200เมตร แล้วอย่ารีบเพิ่มระยะ แช่ไว้สักเดือน สองเดือน จะเพิ่มเป็น 230เมตร ก็โอเค
ความเร็วระดับพูดไม่คล่องครับ เหนื่อยครับ น่าจะไม่เกิน 2นาทีเอง

สาเหตุที่ไว้ตอนท้ายเพราะว่าไว้ตอนต้นจะหนักไป หรือบางทีทำให้วันนั้นวิ่งไม่สนุกไปเลย เพราะจะกล้ายเป็นเหนื่อยตลอดการซ้อม บางคนพอเหนื่อยแล้วไม่เอาเลย บางคนเหนื่อยแล้วฟื้นตัวยากเพราะการrecoveryยังไม่ดี
หรือ recoveryนาน เหนื่อยแล้วต้องพัก 10นาทีก็มี เลยไว้ท้ายไปเลย

ลองส่งตารางที่ปกติวิ่งอยู่ หรือ ถ้าไม่มีตารางแน่นอนลองประมาณว่าส่วนใหญ่วิ่งอยู่ระยะแค่ไหน เร็วแค่ไหน เหนื่อยแค่ไหน มาให้ผมจะปรับให้
kittisone@gmail.com

ตะคริว...กับนักวิ่ง

มีนักวิ่งหลายคนเกิดอาการเป็นตะคริวทั้งขณะวิ่ง หลังวิ่ง หรือ ขณะนอนหลับ
สาเหตุของตะคริว เกิดจากการออกกำลังกายมากเกินไป กล้ามเนื้อไม่คุ้นเคย
กับการฝึก เอ็นและกล้ามเนื้อยังไม่ได้มีการยืดตัวบ่อย
อาจมาจากการออกกำลังกายโดยไม่ได้warm หรือ สภาพอากาศที่ร้อน
ร่างกายมีการสูญเสียเกลือแร่ในร่างกายอย่างมากในขณะเหงื่อออกมาก

ส่วนนักวิ่งที่วิ่งไม่ได้มากเกินแต่มีอาการตะคริว มีข้อแนะนำบางอย่างให้ลองทำดู
1. ดื่มน้ำระหว่างวันให้เยอะขึ้น
2. หาผลไม้ที่มีโปรตัสเซี่ยมสูงมาทาน เช่น กล้วยหอม
3. ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ หลังจากวิ่ง จิบสลับน้ำเปล่า
    หรือจะดื่มพวกน้ำบ๊วย smootie ก่อนวิ่งให้สดชื่นก็ได้
4. ระหว่างวิ่งทุกๆ 2 กม. หรือ ทุกๆ15นาที ให้พักจิบน้ำ (น้ำแร่ธรรมชาติ) สักครึ่งแก้วเล็ก
5. ทานปลาแซลมอน ถั่วเหลือง ให้เยอะขึ้น
6. ยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย (ตอนท้ายจะลงคลิปท่ายืดไว้)
    ปกติจะเน้นการยืดแบบ Dynamic
7. ถ้าวันไหนมีอาการเมื่อยล้าให้งดการวิ่ง หรือ ลดระยะทางวิ่งลง

https://www.youtube.com/watch?time_continue=88&v=dB5W4LZf0JU

ฉลองวันสงกรานต์ออกไปวิ่งครับ ไม่ร้อนแน่นอน
ขอให้มีความสุข สนุกสนาน ในวันหยุดสงกรานต์ทุกๆคนนะครับ

ความคิดเห็น


วิ่งช้าให้ได้ก่อนจะวิ่งเร็วนะ

มีโค้ชหลายท่านจะสอนนักวิ่งให้รู้จักการวิ่งช้าก่อนการวิ่งเร็ว
วิ่งช้าไม่เป็น วิ่งเร็วไม่ได้
การซ้อมให้วิ่งเร็วจึงมักจะเป็นการวิ่งเร็วสลับกับวิ่งช้าผสมอยู่เสมอ
เพราะการวิ่งช้าเป็นช่วงการผ่อนให้การสะสมของ แลคติก ลดลง เพิ่มออกซิเจนให้ทันในการสร้างพลังงาน เรียกว่าช่วงกำไร
ส่วนการวิ่งเร็วจะถูกใช้ออกซิเจนมากกว่า เรียกว่าช่วงขาดทุน
นักวิ่งจะต้องเกลี่ยให้พอดี ไม่กำไรเกิน ไม่ขาดทุนเกิน

ช่วงที่นักวิ่งขาดทุนสุดๆ จะมีอาการเหนื่อยหอบระดับ 90%ของMax HR
หรือช่วงที่ชน Lactate Threshold (LT)ที่สูงสุดของนักวิ่ง
ยิ่งนักวิ่งทน ฝืน ก็จะขาดทุนหนัก จนร่างกายจะสั่งให้เราหยุด กลัวจะล้มละลาย ปกติไม่ควรเกิน 8-12นาที ในการซ้อมเพื่อให้ทน max LT
ให้นักวิ่งลดความเร็วเพื่อให้กำไรเพิ่มขึ้นจนพอดี แล้วจึงกลับไปวิ่งเร็วเพื่อทนต่อการขาดทุนต่อ ทำสลับไปสลับมา เพื่อการคุ้นชินกันการปรับขึ้นปรับลง ร่างกายจะปรับเปลี่ยน Max LT ให้สูงขึ้นได้เอง
ก็จะทำให้นักวิ่งวิ่งเร็วขึ้นเอง

แต่การเพิ่มกำไร และ การเพิ่มขาดทุน ก็ใช่ว่าจะทำให้ Max LT สูงขึ้นไปเรื่อยๆเสมอไป จะมีจุดที่นักวิ่งพยายามจะเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก
การขาดทุนที่รุนแรงกว่าเดิมจะมาเร็วขึ้น เพราะถึงขีดจำกัดของนักวิ่งรายนั้นๆ การฝึกแบบนี้ก็จะไม่เพิ่มความเร็วอีกต่อไป มีแต่จะทำลายนักวิ่งไปสูการล้มละลาย โค้ชจะแนะนำให้กลับมาสร้างฐานอีกครั้งโดยการวิ่งช้าครับ
ให้วิ่งช้า นานไกลเพิ่มขึ้นสักระยะ แล้วจึงกลับไปวิ่งทำกำไร ทำขาดทุนอีกครั้ง

เห็นไหมครับวิ่งช้าไม่เป็น วิ่งเร็วไม่ได้
เวลาเห็นใครวิ่งช้า แล้วเราวิ่งเร็วกว่า ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกว่าเลย
แต่คนที่วิ่งช้าเค้ากำลังสร้างฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม กำลังพัฒนาร่างกายกว่าเดิม สุดท้ายนักวิ่งที่วิ่งเร็วถ้าฐานไม่ดีก็ต้องกลับมาวิ่งช้าอยู่ดีครับ

เวลานักวิ่งจะซ้อมวิ่งทำกำไร สลับวิ่งขาดทุน
นักวิ่งคนคนนั้นต้องรู้จักประตูแห่งความเหนื่อยของตัวเองก่อน
คำนี้ผมได้มาจากโค้ชแนวหน้าของไทย ครูกฤตย์
ประตูแห่งความเหนื่อยของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนคือ 90%ของmaxHR
บางคน 60% บางคนเพซ6 บางคนเพซ 7 ไม่เท่ากัน

ประตูแห่งความเหนื่อยก็คือจุดเริ่มที่นักวิ่งกำลังจะเริ่มการขาดทุน
จุดนี้ครับเป็นจุดที่นักวิ่งสามารถทนต่อการฝึก ร่างกายจะปรับตัวให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ให้นักวิ่งคุ้นชินกับการเหนื่อยที่ประตูแห่งความเหนื่อย
ซ้ำๆ แต่ไม่นานจนบาดเจ็บ การพัฒนาเรื่องการวิ่งเร็วก็ได้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป โดยส่วนตัวผมแนะนำให้พบประตูแห่งความเหนื่อยสัปดาห์ละ 2วัน

สิ่งสำคัญสุด หัวใจเลยคือ ต้องใช้ความอดทน ครับ
แต่ต้องใช้ความอดทนให้พอดีด้วย อย่าลืมฟังเสียงร่างกายตามที่เคยนำเสนอไปแล้วด้วย
ขอให้เพื่อนนักวิ่งทุก มีความสุข สนุกกับการวิ่งนะครับ

การจัดการพลังงานในการวิ่ง

การจัดการพลังงานในการวิ่ง  วิ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงาน แคลอรี่ปริมาณมากน้อย ก็ขึ้นกับระยะทางที่วิ่ง และ ความเร็วที่วิ่ง และยังมีปัจจัยเ...